วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2550

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้
โดย บุญโชค พลดาหาญ


การจัดการความรู้ (Knowledge Management :KM) มี key word คือ “จัดการ” กับ“ความรู้” ซึ่งมีหลายมุมมอง

ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสังคม (สคส.) มองการจัดการความรู้ใน 3 มิติ เทียบได้กับรูปสามเหลี่ยม โดยยอดบนสุดของสามเหลี่ยมจะเป็นเรื่อง ความรู้ในกระดาษ อยู่ในหนังสือในตำรา ต้องมีการจัดหมวดหมู่หนังสือ/ตำราเหล่านั้นแบบห้องสมุด หรือจัดเก็บทางคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบ

ต่อไปเป็น ความรู้ที่อยู่ในตัวคน ในตัวผู้ปฏิบัติงาน (มุมขวาของสามเหลี่ยม) จะต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อให้ได้ความรู้จากการพูดคุย เป็นการแชร์ทั้งความรู้และประสบการณ์ และอาจจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจด้วย

และสุดท้ายมุมซ้ายมือของสามเหลี่ยมเป็น ความรู้ในเครือข่าย คนมารวมกันแล้วพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยเฉพาะคนที่รับผิดชอบงานด้านเดียวกันแต่มีเทคนิคต่างกัน เพื่อให้เกิด community of practice ขึ้นมา หากมีการทำ KM ทั้ง 3 มิติ ก็จะทำให้เราได้การจัดการความรู้ที่สมบูรณ์ และหัวใจสำคัญของการทำ KM อยู่ที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย

วิธีการในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ (Community of Practices : CoPs) หรือชุมชนนักปฏิบัติ จะเริ่มจาก กลุ่มจะต้องมีความสนใจในเรื่องเดียวกัน หรือมีปัญหาร่วมกัน หรือแสวงหาบางอย่างร่วมกัน จากนั้นแต่ละคนในกลุ่มจะมาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์ หรือประเด็นความสำเร็จ หรือเทคนิคการแก้ปัญหา หรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ตรงนี้จะทำให้เห็นวงของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ KM และประการสุดท้ายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่ม หากมีความสนิทสนมคุ้นเคย ไว้เนื้อเชื่อใจ รู้สึกปลอดภัย ก็จะเกิดบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนกันได้ลึกมากขึ้น

การจัดการความรู้ จึงเป็นการจัดการให้เกิดบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้นมา วิธีดีที่สุด คือ จัดให้คนได้คุยกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละไม่มากนัก หรือที่เรียกว่า “ตลาดนัดความรู้” ในแต่ละกลุ่มกำหนดประเด็นให้ชัด และต้องเป็นประเด็นที่เชื่อมไปสู่ความรู้หลักขององค์กร ที่สำคัญ ไม่ใช่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ต้องแลกเปลี่ยน case จริงที่เกิดขึ้น จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ เอาบทเรียนที่ได้รับมาแชร์กัน

ประโยชน์ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือ ทำให้ผู้ฟัง เข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะเป็นการฟังจากกรณีศึกษา (case study) เมื่อเจอปัญหาจะสามารถประยุกต์ใช้ได้เลย ความรู้นี้จึงเป็นความรู้ที่เราเรียกว่า tacit knowledge นั่นเอง

การจัดการความรู้ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กรจะต้องปฏิบัติจะต้องมี เพื่อให้คุณภาพของงานออกมามีประสิทธิภาพประสิทธิผล ทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาคนในชุมชน จะต้องให้ความสนใจไปร่วมกันสร้างร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนใช้ทุนทางสังคมที่มี ให้ชุมชนได้มีการจัดการความรู้ มีเวทีให้ผู้คนได้นำประสบการณ์ต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟัง มีศูนย์สื่อความรู้ทั้งหลายให้ทุกคนได้ศึกษาเพื่อประเทืองปัญญา อันจะนำไปสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมฐานความรู้ ผู้คนมีศักยภาพพึ่งพาตนเองได้ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติมั่นคงแข็งแรงเจริญก้าวหน้าต่อไป

ขอนำมาฝากให้พิจารณาโดยเฉพาะหน่วยงานอปท.ทั้งหลาย ซึ่งถือว่าอยู่ใกล้ชิดและมีจิตสำนึกต่อประชาชนมากที่สุด มีบทบาทและมีงบประมาณมากที่สุด ครับผม


การจัดการความรู้ในชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน

การจัดการความรู้ในชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน
โดย บุญโชค พลดาหาญ


“คนเราเกิดมาล้วนไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีใส่ตน ผลจากการเกิดนานอยู่นาน ย่อมผ่านประสบการณ์ต่างๆ มามากมาย สิ่งที่ได้สิ่งที่มีที่สั่งสมมาแต่ละท่าน จะเกิดเป็นความชำนาญความเชี่ยวชาญซึ่งอาจแตกต่างกันไป ขึ้นกับการได้เรียนรู้สั่งสมมา อยากจะให้ทุกท่านภาคภูมิใจ ในส่งที่ตนมีในสิ่งที่ตนเป็น และเป็นคนเปิดใจ พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ใฝ่รู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” ไม่ว่าจะจากการเรียนรู้ในวิถีชีวิตจากการทำงาน การเรียนรู้จากผู้รู้จากการอ่าน การฟังวิทยุดูโทรทัศน์ การจัดเสวนาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งเรียกว่าการเรียนรู้ตามอัธยาศัยตามความสนใจ หรือจากการศึกษาในระบบโรงเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียน

อยากเชิญชวนให้เปลี่ยนความคิดใหม่ แทนที่จะใส่ใจแต่ความรู้ในหนังสือในตำราเท่านั้น หันมาใส่ใจในความรู้ในประสบการณ์ ในความชำนาญการความเชี่ยวชาญที่แต่ละคนมี ให้คนที่มีความรู้มีประสบการณ์ในด้านเดียวกันในเรื่องเดียวกัน มารวมกันเป็นกลุ่ม ๆ จัดประชุมเสวนาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อต่อยอดให้กันและกัน ก็จะได้องค์ความรู้ครบครันสมบูรณ์รอบด้านในเรื่องนั้น ๆ อันเป็นองค์ความรู้ที่ผ่านการกลั่นกรอง ผ่านการลองผิดลองถูกผ่านการใช้ จนเชื่อมั่นได้ว่าเหมาะสมและได้ผล สามารถรวบรวมจนเป็นตำราขึ้นมาก็ยิ่งดี หากมีอะไรคลางแคลงไม่แจ้งชัด ก็จัดเชิญผู้รู้ผู้เกี่ยวข้องตามครรลองของราชการ หรือผู้รู้ท่านอื่นจากแหล่งใดที่น่าเชื่อถือมาบอกกล่าวเติมเต็มให้ ทำไปทีละด้านทีละเรื่องทีละกลุ่ม ตามพุ่มไม้ชายคาหรือว่าในพื้นที่ปฏิบัติจริงที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง ทำให้ครบทุกเรื่องที่แต่ละคนมี

ซึ่งบางคนอาจมีความชำนาญมีประสบการณ์ในหลาย ๆ ด้านหลาย ๆ เรื่อง นำความรู้ทุกเรื่องที่ได้ไปขยายผลสู่การปฏิบัติ และรวบรวมจัดหมวดหมู่เอาไว้ในศูนย์การเรียนชุมชนแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งหลาย เพื่อให้ผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้ไปดูของจริง นำสิ่งที่ดีที่เหมาะสมกับตนไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาตนเองพัฒนาสังคมชุมชนต่อไป


หมู่บ้านใดได้ดำเนินการดังกล่าว เขาเรียกกันสมัยนี้ว่าหมู่บ้านนั้นมี “การจัดการความรู้ในชุมชน” โดยดึงเอาความรู้ประสบการณ์ ความชำนาญความเก่งแต่ละด้านแต่ละเรื่องของแต่ละคนออกมา นอกจากความรู้ในตำรับตำราที่มี บางหมู่บ้านอาจมีตะลึง นึกไม่ถึงว่ามีของดีๆ ความรู้ดี ๆ มีผู้ที่เก่งกาจมีความสามารถอยู่มากมาย หากได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน นำมาจัดการให้ดี คงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะไปแสวงหาความรู้จากแดนไกล อันจะทำให้เสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายไปโดยไม่จำเป็น ของดีๆสิ่งดีๆภูมิปัญญาที่เก่งๆ มีให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมืองของเรา ถ้าเราหันมาใส่ใจในผู้คนบ้านเรา ดึงเอาศักยภาพแต่ละคนออกมาใช้อย่างเต็มที่ นำมาจัดการให้ดีอย่างมีระบบมีความต่อเนื่อง ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวเคารพในศักยภาพแต่ละท่าน มีการยอมรับยกย่องกัน ให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน พึ่งพาอาศัยกันและกันภายในชุมชน ผู้คนก็จะมีความรักใคร่สามัคคีมีการช่วยเหลือกัน นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ของชุมชน เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ชุมชนฐานความรู้ มีการจัดการความรู้โดยผู้คนภายในชุมชนนั้น ๆ


การเริ่มต้นคนส่วนใหญ่เริ่มต้นยาก หากเริ่มได้ก็ไปได้เกือบทั้งนั้น ในเรื่องการจัดการความรู้ภายในชุมชนนี้ เป็นการดึงศักยภาพดึงความรู้ที่มีภายในตัวตนภายในชุมชนออกมาใช้ ถ้าได้มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำเป็นเรื่องปกติของหมู่บ้าน โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านผู้ก่อการผู้นำกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งกรรมการต่าง ๆ ทั้งหลาย ให้อบต.และเทศบาลสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้อง ลองเอาไปพิจารณาจัดเวทีให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ช่วยกันขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ถือว่าทุกคนมีความสำคัญมีคุณค่า รับรองว่าชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้อย่างแน่นอน

อยากวิงวอนขอร้องให้ทุกท่านระดมสรรพกำลัง นำพลังภูมิปัญญาออกมาใช้อย่างเต็มที่ ทุกคนกล้าที่จะเปิดเผยว่าต้องการรู้อะไร และใจกว้างพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่มุ่งมั่นใฝ่ฝัน บ้านนี้เมืองนี้เป็นของพวกเราทุกคน หมู่บ้านไหนเริ่มต้นทำแล้วช่วยส่งข่าวบ้าง ทางเราจะเข้าไปชื่นชมยินดี และนำข่าวมาตีแผ่ให้ทราบกันต่อไป ครับผม

บัญญัติ 10 ประการ การปฏิรูปการเรียนการสอนของกศน.

บัญญัติ 10 ประการ การปฏิรูปการเรียนการสอนของกศน.
โดย บุญโชค พลดาหาญ

บัญญัติ 10 ประการ การปฏรูปการเรียนการสอนของกศน.นี้ เป็นทัศนะส่วนตัวที่นำเสนอ ซึ่งมีดังนี้

1.คนกศน.ขอให้ปรับตัวเองเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

2.ระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ทั้งหลายในภาคส่วนต่างๆทำโครงสร้างพื้นฐานในการส่งเสริมการเรียนรู้

3.วิเคราะห์ดูหลักสูตรที่ใช้ขยายไปเป็นแผนการเรียนรู้ ที่ดูว่าเหมาะสมโดยระดมผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น

4.เป็นเพื่อนเรียนรู้อยู่คู่กับสังคมอยู่กับผู้เรียน

5.เปลี่ยนวิธีเรียนรู้จากครูเป็นเรียนรู้จากสิ่งรอบข้าง ทั้งของจริงสิ่งที่เป็นสื่อหลากหลาย รวมทั้งในอินเตอร์เน็ตจากภูมิปัญญา(ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกผู้จัดกระบวนการ)

6.ให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ควบคู่การมีคุณธรรมจริยธรรม

7.มีกิจกรรมให้ฝึกคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ก่อเกิดการคิดเป็นทำเป็นแก้ปัญหาเป็น เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการ ที่ผสมผสานชีวิต/งาน/การศึกษาถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

8.พัฒนาทักษะการอ่านพูดเขียนคิดเลขได้ ใช้เป็นพื้นฐานการศึกษาต่อหรือก่อเกิดการพัฒนาตน

9.มีการวัดผลประเมินก่อนเรียนระหว่างเรียนและหลังเรียนตามกระบวนการ

10.ปรับปรุงด้านที่บกพร่องสิ่งที่ต้องแก้ไขทั้งหลาย ซึ่งเป้าสุดท้ายคือ "ให้ผู้เรียนเก่ง ดี มีความสุข"

ขอเชิญทุกท่านพิจารณา

การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนต้องมาร่วมจัดการศึกษา

การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนต้องมาร่วมจัดการศึกษา
โดย บุญโชค พลดาหาญ


การศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนให้เป็นไปในทิศทางที่กำหนด เพื่อให้คนไปสร้างสรรค์พัฒนาในด้านต่างๆ หากได้คนเก่ง คนดี คนมีความรู้ความสามารถ คนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ย่อมนำพาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า และนำพาความผาสุก ความอยู่ดีกินดีมาสู่พี่น้องของเรากันถ้วนทั่ว กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ใช้นั้น ได้ให้ความสำคัญของการศึกษา กำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติขึ้น(มาตรา 81) เพื่อให้การศึกษามีความเป็นเอกภาพทางนโยบาย แต่มีความหลากหลายในการปฏิบัติ


โดยมี พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 18 ให้โรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่น เป็นผู้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ และมาตรา 41 ให้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสิทธิ์จัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น” มาตรา 42 “ให้กระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อม ในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีหน้าที่ในการประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” และในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 289 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ์ที่จะจัดการศึกษา อบรม และการฝึกอาชีพ ตามความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น และเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

จะเห็นว่า เรื่องการศึกษานั้นเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนจะต้องมาร่วมจัดการศึกษา เพื่อจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ให้เป็น “คนเก่ง คนดี และมีความสุข”


ในส่วนของการศึกษานอกโรงเรียน ในปีนี้ (2549) ได้กำหนดผลลัพธ์สุดท้ายที่จะทำให้เกิดขึ้นคือ ประชาชนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ประชาชนมีการศึกษาเฉลี่ย 8.6 ปี (ปัจจุบันการศึกษาเฉลี่ย 8.2 ปี) ประชาชนกำลังแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) ร้อยละ 43 มีการศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป เพื่อนำไปสู่สังคมฐานความรู้ โดยมียุทธศาสตร์การทำงาน คือ ลุยถึงที่ ตอบโจทย์ในใจผู้เรียน ขยายแหล่งเรียนรู้ให้หลากหลาย ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย และบริการเปี่ยมคุณภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผนึกกำลังภาคีพันธมิตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งพันธมิตรอื่น ๆ ร่วมกันจัดการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งการกระจายอำนาจทางการศึกษา ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่สำรวจปี 2546 พบว่า

จังหวัดเลยมีประชากรทั้งสิ้น 624,696 คน ประชากร กลุ่มอายุ 15-59 ปี ไม่มีการศึกษา 14,639 คน, การศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา 137,355 คน, การศึกษาระดับประถมศึกษา 111,039 คน, การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 63,990 คน รวมแล้วประชากรกลุ่มอายุ 15-59 ปี ของจังหวัดเลย ยังไม่จบมัธยมศึกษาตอนปลายมีมากถึง 327,023 คน


จึงขอเชิญชวนภาคีพันธมิตรทุกท่านร่วมจัดการศึกษานอกโรงเรียน โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่จะขอนำเสนอเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์สนับสนุน คือ หน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียน (โดยครูศูนย์การเรียนชุมชนประจำตำบลและเทศบาล) เป็นผู้สำรวจบัญชีรายชื่อประชากรกลุ่มอายุ 15 – 59 ปี ที่ยังไม่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยแยกเป็นกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ ผู้ไม่จบชั้นประถมศึกษา ผู้ไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้ไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วนำข้อมูลมาเสนอ อบต., เทศบาล, อบจ. โดย อบต. เทศบาล และ อบจ. ร่วมรับผิดชอบจัดการศึกษา ทำหน้าที่กระตุ้นให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในเขตพื้นที่รับผิดชอบมาเข้ารับการศึกษา การคัดเลือกครูและวิทยากรมาจัดการเรียนการสอน และสนับสนุนงบประมาณในการจัดการศึกษา ระดับประถมศึกษาอุดหนุนหัวละ 226 บาท , ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายอุดหนุนหัวละ 581 บาท , การฝึกอบรมวิชาชีพและการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ตามความต้องการของประชาชนอุดหนุนหัวละ 700 บาท และสนับสนุนครุภัณฑ์ สื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ อาคารสถานที่ ซึ่งจะเป็นเครดิตและเตรียมความพร้อมในการรับการถ่ายโอนงานด้านการศึกษา หรือการจัดการศึกษาด้วยตนเองโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป ส่วนสถานศึกษาและหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมสนับสนุนครูและบุคลากรในการจัดการเรียนการสอนการศึกษาขั้นพื้นฐาน,วิชาชีพและหลักสูตรต่าง ๆ รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ครุภัณฑ์ อาคารสถานที่ และอื่น ๆ ในการจัดการศึกษา

โดยสรุปดังที่กล่าวเล่ามานี้ คงเป็นที่ชี้ชัดเรื่องการศึกษา ทุกคนต้องมาร่วมพัฒนา ร่วมจัดการศึกษากันทุกคน เพื่อส่งผลสร้างคนให้เก่งดีมีความสุข ทุกเวลาแสวงหาความรู้อยู่เสมอ เจอปัญหาแก้ได้ใช้ปัญญา ช่วยนำพาการพัฒนาที่ถูกทาง สร้างชุมชนเป็นชุมชนฐานความรู้ มุ่งสู่การพึ่งตนเองที่ยิ่งใหญ่ และการพัฒนาที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล แข่งขันได้ในเวทีโลกองอาจเอย



ข้อคำนึงการจัดการเรียนรู้ให้ผู้ใหญ่

ข้อคำนึงการจัดการเรียนรู้ให้ผู้ใหญ่

โดย บุญโชค พลดาหาญ

จากการที่กศน.เลย ได้ทำข้อตกลงร่วมกับ อปท. เขตพื้นที่การศึกษา และเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ ที่จะยกระดับการศึกษาของประชาชน ให้มีการศึกษาเฉลี่ย 9.5 ปี (ปัจจุบันเฉลี่ย 8.2 ปี) และให้วัยแรงงาน(อายุ 15-59 ปี) ร้อยละ 50 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป ภายในปี 2551 โดยเน้นการใช้ครูจากสถานศึกษาต่าง ๆ เป็นผู้สอน นั้น ในการจัดการศึกษานอกโรงเรียน เป็นการจัดให้กับประชาชนกลุ่มผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่ มีหลักการกระบวนการที่แตกต่างจากการจัดการศึกษาให้กับเด็กโดยทั่วไป จึงขอนำเสนอให้ทราบพอสังเขปว่า


ผู้ใหญ่ เป็นผู้มีวุฒิภาวะ มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบในการประกอบอาชีพ ดูแลครอบครัว และมีข้อจำกัดมากมายในการเรียนรู้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวทำให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ไม่เหมือนกับเด็ก เพราะมีอะไรที่แตกต่างกันหลายอย่าง เช่น ความคิดอ่าน ประสบการณ์ ความพร้อม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับความต้องการ และธรรมชาติของผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม นำความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง


การศึกษานอกโรงเรียนเป็นกระบวนการของการศึกษาตลอดชีวิต มีภารกิจสำคัญที่มุ่งให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการศึกษาพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตามมาตรฐานของสังคมซึ่งเป็นสิทธิที่คนทุกคนพึงได้รับ นอกจากนั้นยังจะต้องได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่องจากการศึกษาพื้นฐานนำความรู้ไปพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาชุมชนและสังคมในที่สุด

ความเชื่อพื้นฐานของการจัดการศึกษานอกโรงเรียนมีความเชื่อว่า การศึกษาอาจเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่เฉพาะในโรงเรียนหรือในห้องเรียนเท่านั้น มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เมื่อเขาปรารถนาที่จะเรียน ก็จะขวนขวายที่จะเรียน และสามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งจนนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนของตนได้

การจัดการศึกษาจึงใช้หลักการสอนผู้ใหญ่(Andragogy) เป็นหลักการสำคัญ คือ เป็นการจัดการศึกษาที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและครูผู้สอนในการวางแผนการเรียนร่วมกัน ต้องเข้าใจเหตุผลของการเรียน มีเป้าหมายของการเรียนที่ชัดเจน ผู้เรียนสามารถเลือกวิธีเรียนที่เหมาะสมกับตนเองได้ ผู้เรียนจึงเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ที่จะร่วมตัดสินใจกับกลุ่มเพื่อนและครูว่าจะเรียนอะไร อย่างไร มีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนของตนเอง

ผู้จัดการศึกษาสำหรับผู้ที่อยู่นอกระบบโรงเรียนจะต้องเข้าใจธรรมชาติ จิตใจและอารมณ์ของกลุ่มเป้าหมาย และจัดโอกาสให้เรียนด้วยตนเอง เรียนจากของจริง เอาความรู้และประสบการณ์จากการทำงานมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ด้วย การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งด้านร่างกาย ความคิด จิตใจสติปัญญา และสภาพแวดล้อมด้วย


การจัดกระบวนการเรียนรู้ของการศึกษานอกโรงเรียน จึงยึดหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ หลักความเสมอภาคทางการศึกษา หลักการพัฒนาตนเองและการพึ่งพาตนเอง หลักการบูรณาการการเรียนรู้และวิถีชีวิต หลักความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และหลักการเรียนรู้ร่วมกันและการมีส่วนร่วมของชุมชน


ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้ใหญ่ มีข้อควรคำนึง คือ ต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และกระตุ้นให้อยากเรียนรู้อย่างแท้จริง, จัดโครง
สร้างหรือกลไกสำหรับการวางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน, วิเคราะห์ความต้องการเรียนรู้ของผู้เรียน และจัดบทเรียนให้สอดคล้อง, กำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหาที่สนองต่อความต้องการเรียนรู้ของผู้เรียน, ออกแบบประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยคำนึงถึงจิตวิทยาผู้ใหญ่, ดำเนินการให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยวิธีการและสื่ออุปกรณ์ที่เหมาะสม เน้นให้รู้จริง รู้อย่างลึกซึ้ง, ประเมินผลการเรียนรู้และวิเคราะห์ความต้องการเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อดูว่าความต้องการเรียนรู้นั้น ๆ ได้รับการตอบสนองหรือไม่ เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการรับรู้ด้วย, เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนและเน้นกระบวนการคิดเป็น, อธิบาย สาธิต ง่ายๆ และชัดเจน เน้นของจริงและใกล้เคียงกับประสบการณ์, เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ให้อิสระในการตัดสินใจของตนเอง, ละเว้นการลงโทษทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ต้องอธิบายให้เข้าใจเหตุผล, จะต้องมีการวางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลอย่างชัดเจนร่วมกันกับผู้เรียน, กิจกรรมเนื้อหาตรงตามความต้องการ และเป็นเรื่องใกล้ตัว, ส่งเสริมให้เรียนรู้ด้วยตนเอง หรืออาจจัดกลุ่มเล็ก ๆ ช่วยกันเรียน, และเน้นให้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและการทำงานได้ด้วย


โดยสรุปการจัดการศึกษาแต่ละวัย ล้วนต้องใช้ศาสตร์เฉพาะจึงเหมาะสม การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ให้รื่นรมณ์ ต้องชื่นชมประสบการณ์ที่แต่ละท่านมีให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ส่วนสำคัญที่ขาดก็เติมให้ รวมทั้งให้ไปค้นคว้าทำรายงาน ให้มีการจัดการความรู้ที่เหมาะสม ก็จะ เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ทำให้วิถีชีวิตการทำงานการศึกษาบูรณาการเข้าด้วยกัน นี่คือหลักสำคัญการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ รายละเอียดมีมากมายเหลือคณา เชิญแวะมาค้นคว้าแลกเปลี่ยนกัน กับคนการศึกษานอกโรงเรียนที่กศน. ครับผม

ขยัน ประหยัด ชาตินิยม สิ่งที่ชื่นชมประทับใจในเวียดนาม

ขยัน ประหยัด ชาตินิยม สิ่งที่ชื่นชมประทับใจในเวียดนาม
โดย บุญโชค พลดาหาญ


จากการที่ได้ไปศึกษาดูงานประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2549 สิ่งที่ประทับใจในการไปศึกษาดูงานประเทศเวียดนามในครั้งนี้ มีหลายประการหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “ขยัน ประหยัด ชาตินิยม"

จากแรงกดดันที่ชาวเวียตนามต้องทุกข์ระทมตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติติดต่อกันเป็นเวลานาน ได้หล่อหลอมให้ “คนเวียดนาม” เป็นบุคคลที่มีความทรหดอดทน มีความขยัน ประหยัด และมีความเป็นชาตินิยม เพื่อหวังที่จะกอบกู้ชาติบ้านเมือง พัฒนาชาติบ้านเมืองของตนให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศต่อไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ข้าพเจ้าชื่นชมและประทับใจในเวียดนาม ขอนำเสนอในเรื่องที่ไปพบเห็นมาดังนี้

1. ด้านความขยัน

สองฝั่งถนนที่รถเราวิ่งผ่านไปในเวียดนาม ตั้งแต่เมืองฮัง (Huy), เมืองวิน(Vinh) , เมืองนีอาน (NGhe An) , จังหวัดแทงหงัว, จังหวัดไหดิ่ง, เมืองฮานอย (Ha Noi) ล้วนเต็มไปด้วยท้องนาเหลืองอร่าม และชาวเวียดนามก็ง่วนอยู่กับท้องไร่ท้องนา ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทุกคนมีร่างกายที่ทะมัดทะแมงแข็งแรง ไม่มีคนที่อ้วนเทอะทะให้เห็น ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงการสู้งาน การทำงานหนักอย่างทรหด มองไปตามบ้านเรือนยากที่จะเห็นคนนั่งคุยกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ต่างคนต่างไปทำงานในหน้าที่ของตน ซึ่งการทำงานส่วนใหญ่เป็นการใช้แรงงาน แทบที่จะไม่เห็นการใช้เครื่องจักรเครื่องกลในการทำงานแทนคน ทั้งการทำนา การวิดน้ำเข้านา ก็ใช้แรงงานทั้งนั้น แต่ละครอบครัวจะมีที่นาของตนเองเพียงไม่เกิน 5 ซาว ( 1 ซาว เท่ากับ 360 ตารางเมตร) หรือประมาณ 1 ไร่ ที่ดินกว่า 90 % เป็นของรัฐ ฉะนั้น ชาวเวียดนาม ต้องทำนาปีละ 3 ครั้ง จึงจะเพียงพอในการบริโภคในครอบครัว การทำนาส่วนใหญ่ จะใส่ปุ๋ยคอก เพราะไม่มีเงินจะซื้อปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ที่ดินเป็นดินทรายขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีต้นไม้ขึ้นในที่นา ฟางข้าวจากการทำนาทุกครอบครัวจะเก็บไว้ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นอาหารวัว,ควาย ทุกคนต้องทำงานหนัก แม้แต่พระและแม่ชีก็ต้องทำนา ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงชีพเอง วัดที่เวียดนามจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยและมีขนาดเล็ก ๆ อยู่ในที่ห่างไกลความเจริญ ทั้ง ๆ ที่คนเวียดนามที่นับถือศาสนาประมาณ 80 – 85 % นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งที่เวียดนามมีคนที่ไม่นับถือศาสนาใดเลยจำนวนมาก (คนไม่มีศาสนา) การใช้พื้นที่ดินมีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เว้นแต่พื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บกู้ลูกระเบิดในสมัยที่มีการทำสงครามในเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะมีลูกระเบิดตกค้างอยู่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านลูก เพราะขาดงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญในการเก็บกู้ลูกระเบิดดังกล่าว ที่จังหวัดไหดิ่ง ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเวียดนาม สองข้างทางเต็มไปด้วยท้องทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา

ตลอดเวลาที่อยู่เวียดนาม 5 วัน แทบไม่เห็นคนอ้วนเลย ทุกคนร่างกายผอมบาง ทะมัดทะแมง กระฉับกระเฉง ทำงานเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครอยู่นิ่งเฉย เป็นการบ่งบอกถึงความขยัน อดทน การสู้งาน ถึงแม้จะค่าแรงงานต่ำ เศรษฐกิจไม่ดี ขาดความอุดมสมบูรณ์ นับได้ว่าชาวเวียดนามเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความขยัน ความอดทน การสู้ชีวิต

2. ด้านความประหยัด

คนเวียดนามกว่า 90 % จะใช้จักรยานเป็นยานพาหนะในการไปประกอบอาชีพ นอกจากที่เมืองใหญ่เท่านั้น ที่มีการใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่น้ำมันที่เวียดนามมีราคาถูกกว่าประเทศไทยมาก ส่วนรถยนต์นั้น เท่าที่เห็นจะเป็นรถยนต์ของทางราชการเท่านั้น คนเวียดนามจะหวงแหนรักษารถมาก เพราะถือว่าเป็นพาหนะที่สำคัญในการนำพาไปทำมาหากิน ระบบการจราจรในเวียดนามไม่ค่อยดี ไม่มีการสวมหมวกกันน็อก ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายการบังคับให้ใช้หมวกกันน็อกมาประมาณ 5 ปีแล้ว ราคาหมวกกันน็อกประมาณ ใบละ 20,000 – 100,000 ดอง (ประมาณ 50 – 250 บาท) , รถจักรยาน ราคาประมาณ คันละ 300,000 – 400,000 ดอง (อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน 1 บาท ประมาณ 400 ดอง), รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่นิยมใช้ของจีน เพราะราคาถูก ราคาประมาณคันละ4.5 ล้านดอง หรือประมาณ 18,000 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์จากประเทศไทย ราคาประมาณ 7 หมื่นบาท ซึ่งคุณภาพดีแต่ราคาสูงกว่ากันมาก การใช้ความเร็วยวดยานพาหนะ ในเมืองขับด้วยความเร็วประมาณ 30-40 กิโลเมตร/ชั่วโมง, ถ้านอกเมืองใช้ความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง หลักการจราจรเวียดนาม คือ คนเดินเหมือนควาย ควายเดินเหมือนคน คือ ให้เดินหน้าไปเรื่อง ๆ เวลาข้ามถนน แล้วรถจะหลบเอง ซึ่งมีหลักปฏิบัติคือ รถใหญ่กลัวรถเล็ก รถเล็กกลัวคนเดินเท้า เพราะรถราคาแพงกลัวจะเสียหาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกันขึ้น คนเวียดนามไม่กล้าที่จะยืมเงินมาลงทุนและใช้จ่าย เพราะกลัวจะไม่มีเงินใช้หนี้คืน

คนเวียดนาม จะทานอาหารไม่มาก และไม่ทานพร่ำเพรื่อ ไม่ค่อยมีการดื่มสุรา นอกจากในเมืองใหญ่ ๆ และผู้มีฐานะดีเท่านั้น ที่มีการดื่มเบียร์กัน และเป็นการดื่มเบียร์สดเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่นิยมมีกับแกล้ม การสูบบุหรี่ ก็นิยมสูบบุหรี่ที่มวนสูบเอง ซึ่งเรียกกันว่ายาลาว และปลูกเองเป็นส่วนใหญ่ การเสริฟน้ำดื่ม แม้แต่ร้านอาหารใหญ่ ๆ ก็เสริฟน้ำโดยรินน้ำเพียง 3 ใน 5 ส่วนของแก้วน้ำดื่มเท่านั้น เมื่อเราดื่มหมดเมื่อเราขอก็จะเสริฟในปริมาณน้อย ๆ เช่นเดิม ในโรงแรมก็ไม่มีน้ำเปล่าฟรีไว้ให้ดื่ม ทุกอย่างต้องซื้อ หากต้องการดื่มน้ำเปล่า ต้องเอากาต้มน้ำไฟฟ้าไปรองน้ำจากน้ำในห้องน้ำมาต้มดื่มเอง ที่โรงแรมในช่วงกลางคืนจะมีพนักงานเพียงไม่กี่คน เพื่อประหยัดค่าแรงงานในการจ้างคน ทั้ง ๆ ที่ค่าแรงเพียงเดือนละประมาณ 4 แสน 5 หมื่นดอง หรือประมาณ 1,000 กว่าบาทเท่านั้น, ครูสอนโรงเรียนมัธยมเงินเดือนเดือนละล้านกว่าดอง หรือประมาณ 2,500 – 3000 บาท ฉะนั้น ครูจำเป็นต้องสอนพิเศษ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และไม่นิยมไปสอนที่ห่างไกล เพราะเงินเดือนจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย และจะต้องอยู่แบบพอเพียง คนเวียดนามทุกคนต้องประหยัด และมีการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อที่จะมีรายได้เพิ่ม โดยกรรมการหมู่บ้านจะจัดสรรที่ดินติดถนนใหญ่ให้ทุกครอบครัว ที่ดินด้านหน้าจัดให้กว้างประมาณ 3-4 เมตร เพื่อปลูกสร้างร้านค้าเล็ก ๆ ค้าขาย ทำให้มีร้านค้าเล็ก ๆ จำนวนมาก แต่มีจำนวนคนที่จะซื้อน้อยมาก ทุกครอบครัวต้องปลูกผักกินเองเพื่อยังชีพ โดยใช้ปุ๋ยมูลสัตว์และปุ๋ยชีวภาพ

นับได้ว่า คนเวียดนามเป็นแบบอย่างที่ดีได้ในเรื่องของความประหยัด การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง การเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย การพึ่งพาตนเอง

3. ด้านชาตินิยม

เนื่องจากชาวเวียดนาม ได้ถูกต่างชาติครอบครองมานาน มีการทำศึกสงครามมาโดยตลอดในระยะเวลาอันยาวนาน เพราะการถูกกดขี่รังแกจากประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ชาวเวียดนามมีความเจ็บปวด และรวมตัวกันต่อสู้เพื่อความเป็นไท ความเป็นอิสระจากการปกครองของต่างชาติ มีความรักความสามัคคีกัน ร่วมกันฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคความยากลำบากต่าง ๆ พยายามที่จะรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของชาติเอาไว้ ไม่ว่าเป็นในเรื่องการแต่งกาย ภาษาพูด ขนบธรรมเนียมประเพณี การเคารพบูชายกย่องบรรพบุรุษ ซึ่งพวกเราได้เห็นเป็นประจักษ์ในช่วงที่ไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ ชาวเวียดนามทุกคนพร้อมที่จะเสียสละเพื่อประเทศชาติ เสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตในช่วงยามศึกสงคราม ศึกเดียนเบียนฟู คือประวัติศาสตร์ที่โลกจะต้องจารึกถึงความเสียสละ ความรักชาติ และความเป็นชาตินิยม ที่ชาวเวียดนามทุกหมู่เหล่าได้ทุ่มเทและอุทิศตัวในการทำศึกสงครามในครั้งนี้ จนประเทศมหาอำนาจที่มารุกรานต้องสูญเสียกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปเป็นจำนวนมากมาย แต่ก็ไม่อาจจะเอาชนะในการทำศึกสงครามในครั้งนี้ได้ และได้เลิกราไปในที่สุด ชาวเวียดนามได้ให้ความเคารพประธานโฮจิมิน อย่างสุดซึ้ง ทุกๆ วันจะมีคนไปเคารพศพประธานโฮจิมินที่สุสานในเมืองฮานอย เป็นจำนวนมาก เพราะชาวเวียดนามถือว่า ประธานโฮจิมิน คือผู้นำที่นำพาชาวเวียดนามปฏิวัติ ต่อสู้กับต่างชาติ จนได้เอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ ที่สุสานจะมีทหารกองเกียรติยศ คุ้มครองดูแลศพของประธานโฮจิมินอย่างสมเกียรติ เราได้เห็นชาวเวียดนามในชุดการแต่งกายประจำชาติกันโดยทั่วไปที่เวียดนาม และตาม 2 ฝั่งถนนที่รถเราวิ่งผ่าน จะมองเห็นสุสานฝังศพของบรรพบุรุษชาวเวียดนามรวมกันอยู่เป็นบริเวณกว้างในทุกหมู่บ้าน โดยชาวเวียดนามถือว่าบรรพบุรุษ คือ ผู้ที่ให้ชีวิตให้เลือดเนื้อ และสืบทอดแผ่นดินนี้ไว้ให้เขา ชาวเวียดนามทุกคนจึงเคารพบรรพบุรุษเหนือกว่าสิ่งอื่นใด มีการฝังไว้ในสุสานของหมู่บ้าน โดยมีการฝัง 2 ครั้ง โดยฝังครั้งแรกประมาณ 3-4 ปี แล้วก็จะขุดเอากระดูกขึ้นมาทำความสะอาด และอาบด้วยน้ำหอมแล้วฝังใหม่อีกครั้ง จะไม่มีการเผาเด็ดขาด เพราะถือว่าจะทำให้บรรพบุรุษร้อนเหมือนถูกไฟเผา จะทำให้ลูกหลานที่มีชีวิตอยู่ไม่เกิดความสงบสุขร่วมเย็น จะมีการกราบไหว้บูชาบรรพบุรุษเป็นประจำไม่ได้ขาด

นับได้ว่าชาวเวียดนาม มีความเป็นชาตินิยม มีความจงรักภักดีต่อชาติ ต่อผู้นำ และต่อบรรพบุรุษ เป็นอย่างสูง มีการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่ง

โดยสรุป สิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจ จากการไปศึกษาดูงาน ที่ประเทศเวียดนามในครั้งนี้ คือ ความขยัน ความทรหดอดทนของชาวเวียดนาม ความประหยัด การใช้ชีวิตอย่างเรียบ ง่าย การพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนมีหัวจิตหัวใจที่เข้มแข็ง เต็มไปด้วยความรักชาติ มีความเป็นชาตินิยม มีความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ต่อผู้นำและต่อบรรพบุรุษ มีการรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย การใช้ภาษาพูด ภาษาเขียนของตนเอง การพยายามที่จะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญเท่าทันกับนานาอารยะประเทศ ภายใต้ข้อจำกัดหลาย ๆ ประการ

ประสบการณ์ ผลงาน อาชีพ ทักษะด้านต่าง ๆ มีคุณค่า

ประสบการณ์ ผลงาน อาชีพ ทักษะด้านต่าง ๆ มีคุณค่า นำมาเทียบโอนเพื่อจบการศึกษาได้เร็วขึ้น
โดย บุญโชค พลดาหาญ


จากกระแสโลก ข้อบังคับตามกฎหมาย นโยบายของรัฐ ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงระดับมัธยมปลาย และให้ทุกคนจบการศึกษาภาคบังคับระดับมัธยมต้น โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยแรงงานที่มีอายุ 15-59 ปี ให้มีการศึกษาเฉลี่ย 9.5 ปี ภายในปี 2551 ซึ่งปัจจุบัน เฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 ปีนั้น

การศึกษานอกโรงเรียนมีทางเลือกใหม่มาให้ สามารถเข้าเรียนใกล้บ้านได้ทุกที่ มีการเทียบโอนความรู้ได้ จบการศึกษาได้เร็วไวขึ้นแล้วแต่ศักยภาพแต่ละท่าน โดยอบต.และเทศบาลทุกแห่งนั้น หันมาเป็นเจ้าภาพจัดการศึกษาร่วมกับ กศน. โดยขอให้ครูโรงเรียนต่าง ๆ มาช่วยสอน

งบประมาณค่าตอบแทนครูก้อนนี้ อบต.และเทศบาลทุกที่จะสนับสนุน บางที่ลงทุนจัดครูสอนทุกหมู่บ้าน รวมทั้งสนับสนุนวัสดุการศึกษาที่จำเป็น

เน้นการเทียบโอนอาชีพ ประสบการณ์ และทักษะด้านต่าง ๆ ทั้งหลาย เพื่อให้จบ
การศึกษาได้เร็วขึ้น ไม่ต้องฝืนมาเรียนในสิ่งที่รู้แล้ว
เรียนเฉพาะแนวทางหลักการใหม่ ๆ และทักษะเฉพาะด้าน ให้มีการบูรณาการความรู้สู่การปฏิบัติ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไม่ติดยึดรูปแบบการเรียนและวิธีวัดผลที่ตายตัว ที่ให้ทั่วจังหวัดใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน อันไม่สอดคล้องกับสาระเนื้อหาที่เรียน ซึ่งเปลี่ยนไปตามบริบทแต่ละที่ ให้มีการบันทึกองค์ความรู้พร้อมหลักฐาน ทั้งด้านงานอาชีพ ประสบการณ์ ผลงานและทักษะด้านต่าง ๆ ทั้งหลาย รวมทั้งการใช้แบบทดสอบมาตรฐานวัดความรู้ด้านต่าง ๆ สะสมไว้ นำมาใช้เทียบโอนเพื่อสำเร็จการศึกษาได้ ให้เรียนเฉพาะในส่วนที่ขาดหรือไม่ผ่านเท่านั้น มีการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริง โดยอิงหลักสูตรเป็นกรอบเอาไว้
ส่วนเนื้อหาสาระให้ยึดตามบริบทของแต่ละที่ แล้วมีการสอนเสริมให้โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ

นี่คือการปฏิรูปการเรียนการสอนและการวัดผลใหม่ ทำให้การศึกษาเป็นเรื่องเดียวกันกับชีวิต ไม่ขีดเส้นแบ่งออกจากกัน หันมาใช้นวัตกรรมตลอดจนรูปแบบที่หลากหลาย ให้สอดคล้องกับสภาพความแตกต่างระหว่างบุคคลและความแตกต่างของท้องถิ่น

กระบวนการทั้งหมดทั้งสิ้นมุ่งให้ทุกคนมีพัฒนาการทางร่างกาย ให้มีสติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมเหมาะสมกับวัย ให้มีความรู้คู่คุณธรรม ที่จะดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุขบนพื้นฐานความเป็นไทยอย่างมีศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจสามารถพึ่งตนเองได้ มีทักษะที่จะแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง มีทักษะเบื้องต้นในการประกอบอาชีพ มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลพอที่จะรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมโลกได้ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้องทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งให้มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทย

ท่านทั้งหลายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองของชาติ หากขาดความตระหนักไม่ใส่ใจกับนโยบายและให้ความร่วมมือ ก็คงถือว่าแล้งน้ำใจ ยังไงก็เพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่งผลต่อบ้านเมือง เรื่องยกระดับการศึกษาถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การที่กฎหมายให้คืนอำนาจแก่ประชาชน โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองและดูแลบ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งหลอมรวมเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระบบรัฐสภา หรือว่าผ่านระบบกำนันผู้ใหญ่บ้าน ถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ในอันที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เพื่อส่งผลต่อการพัฒนาบ้านเมืองอย่างชาญฉลาดต่อไป รวมทั้งเป็นเงื่อนไขในการแข่งขันในเวทีโลก ที่ถูกสับโขกเอาเรื่องการศึกษาของประชากรกำลังแรงงานมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการกีดกันทางการค้า ที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจตั้งไว้ จึงขอให้ทุกท่านได้โปรดให้ความร่วมมือ ถือว่าร่วมด้วยช่วยกัน สมัครขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาได้ที่ศูนย์การเรียนชุมชนในตำบลใกล้บ้าน หรือที่องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลทุกแห่ง สอบถามรายละเอียดได้จากสถานที่ดังกล่าว หรือจากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอทุกอำเภอ ครับผม


“สอย...สอย...สอย...ไผบ่ ไปเรียน กศน. ... ถือว่าบ่มีสังคมกว้างไกล...บัดห่าไปเรียนแล้ว...เดี๋ยวสิพ้อแต่แนวดีดี...คันฮู้จั่งซี้ มาเรียนแต่โดนแล้ว...สิหว่าเด้...อาวเอย”


“สอย...สอย...สอย...สาวส่ำน้อยบ่ฮู้จัก กศน. ...บัดห่าพ้อสรพงศ์ ชาตรี... นี่บ๋อ...อ้ายมาเรียนกศน.คือหล่อแท้...ดุ๋ยดุ๋ย...นี่กะสอย...”(สรพงศ์ก็เรียนกศน.คือกัน)


“สอย...สอย ...สอย...ไปหม่องใดกะพ้อแต่ศิษย์ กศน. ...บ่ว่าพ่อผู้ใหญ่หรือพ่อกำนัน ...บ่ว่าร้านอาหารหรือว่าหม่องจั่งหว่า... คันจั่งซั่นกะถือว่ากศน.สัมพันธ์ก็แล้วกันน้อนางเอย...นี่กะสอย...”